5 ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ที่ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ “บิ๊กเอียร์” มาครอบครองได้

บิ๊กเอียร์ หรือการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งทวีปยุโรปที่ในปัจจุบันเรารู้จักกันในชื่อ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” (ยูโรเปี้ยน คัพ ในอดีต) จัดขึ้นในครั้งแรกในปี 1995 ซึ่งแน่นอนที่ทีมยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปต่างเคยครอบครองถ้วยแชมป์ในรายการนี้กันทั้งหมด และทีมดังจากเกาะอังกฤษเองก็เคยได้ชูถ้วยและประกาศศักดาก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์รายการนี้เช่นเดียวกัน โดยได้รวบรวม 5 สโมสรสุดยิ่งใหญ่ของเกาะอังกฤษ ที่เคยคว้าถ้วยรางวัลบนเวทียุโรปมาให้ได้ทราบถึงความยิ่งใหญ่กัน

  1. เชลซี (แชมป์ 1 สมัย)

    Aston-Villa-champions
    แอสตัน วิลล่า กับถ้วยแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ในอดีต

หลังจากการเข้ามาเทคโอเวอร์ของมหาเศรษฐีชาวรัสเซียอย่าง “เสี่ยหมี” โรมัน อับราโมวิช และดึงตัวกุนซือสุดยอดฝีปากกล้าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ มาจาก ปอร์โต้ เอฟซี เพื่อคุมทีม จนทำให้ทัพ สิงห์บลู มีรูปแบบการเล่นทีมหลากหลายและดุดันเป็นอย่างมาก และสามารถเดินหน้าคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการคว้าแชมป์ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาครอบครองได้ 2 สมัยติด ในปี 2005 และ 2006

หลังจากนั้น เชลซี ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งในปี 2012 ได้กลายเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรและแฟนบอลที่ยังจดจำได้เป็นอย่างดี เมื่อทัพ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี สามารถผงาดขึ้นไปคว้าแชมป์หรือถ้วยรางวัลสูงสุดในทวีปยุโรป “แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” มาอยู่ในครอบครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จากการบัญชาเกมข้างสนามของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ที่เอาชนะการดวลจุดโทษกับทีมดังเมืองเยอรมันอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ไปได้

  1. แอสตัน วิลล่า (แชมป์ 1 สมัย)

    chelsea-champions
    เชลซีกับถ้วย บิ๊กเอียร์ 1 สมัย

ในซีซั่น 1981-1982 แอสตัน วิลล่า สามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งทวีปยุโรป ซึ่งในตอนนั้นใช้ชื่อในการแข่งขันว่า ยูโรเปี้ยน คัพ มาครอบครองได้หลังที่พวกเขาสามารถเฉือนเอาชนะสโมสรยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมัน อย่างทีม บาเยิร์น มิวนิค ไปได้ด้วยสกอร์ 1-0 โดย แอสตัน วิลล่า ได้ประตูชัยจาก ปีเตอร์ วิธ อดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทยในยุคดรีมทีม

แม้ว่าในปีนั้น แอสตัน วิลล่า จะสามารถคว้าถ้วยรางวัล “บิ๊กเอียร์” มาได้สำเร็จ แต่ผลงานในลีกของพวกเขากลับย่ำแย่สวนทางกับผลงานในยุโรป จนทำให้ในซีซั่นนั้นพวกเขาจบในลีกได้เพียงแค่อันดับ 11 ของตาราง จนกลายเป็นแชมป์ยุโรปทีมจบอันดับในลีกได้แย่ที่สุด และเป็นสถิติที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่

  1. น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์ (แชมป์ 2 สมัย)

    nottingham-champions
    น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์ กับถ้วย บิ๊กเอียร์ 2 สมัย

เจ้าป่าแห่งอังกฤษ น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์ อดีตสโมสรยักษ์ใหญ่บนลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1865 ถือว่าเป็นสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงอยู่ในลีกหลักของประเทศ

สำหรับยุครุ่งเรืองของ น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์ อยู่ในช่วงปี 1975 ถึง 1993 ภายใต้การควบคุมทีมของ ไบรอัน คลัฟ หลังสามารถพาทัพ เจ้าป่า คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน จากการเฉือนเอาชนะ มัลโม่ 1-0 ในซีซั่น 1978-1979 และในฤดูกาล 1979-1980 ถัดมาที่เอาชนะ ฮัมบูร์ก ไปได้ 1-0

  1. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (แชมป์ 3 สมัย)

    manchester-united-champions
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับแชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย

ทัพปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาได้ถึง 3 สมัย โดยแชมป์สมัยแรกเกิดขึ้นในยุคของ แมตต์ บัสบี จากการเอาชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-1 ทำให้ทัพผีแดงสามารถผงาดขึ้นไปคว้าแชมป์ และเป็นทีมแรกจากเกาะอังกฤษที่คว้าถ้วย บิ๊กเอียร์ ได้เป็นสโมสรแรก ในปี 1968

วันเวลาผ่านไปเข้าสู่ยุคของกุนซือที่สร้างตำนานเอาไว้ที่สโมสรแห่งนี้ไวเอย่างมากมายอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาได้สร้างประวัติศาสตร์ลูกหนังด้วยการพาทัพปีศาจแดงคว้าทริปเปิลแชมป์ ในปี 1999 ซึ่งประกอบไปด้วย แชมป์พรีเมียร์ ลีก, แชมป์เอฟเอ คัพ, และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือได้ว่าเป็นปีที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย

  1. ลิเวอร์พูล (แชมป์ 5 สมัย)

    liverpool-champions
    ลิเวอร์พูล กับถ้วย บิ๊กเอียร์ 5 สมัย

สำหรับ ลิเวอร์พูล ถือได้ว่าพวกเขาเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จบนเวทีการแข่นขันชิงแชมป์แห่งทวีปยุโรปมากที่สุดบนเกาะอังกฤษ โดยที่พวกเขาสามารถคว้าถ้วยรางวัล “บิ๊กเอียร์” มาได้ทั้งหมด 5 สมัย ในปี 1977, 1978, 1981, 1984, และ 2005

ซึ่งแน่นอนว่านัดชิงที่จะอยู่ในใจของแฟนบอลหงส์แดงเป็นจำนวนมากคงจะหนีไม่พ้นปี 2005 อย่างแน่นอน เพราะเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล ต้องพบกับ เอซี มิลาน ทีมยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี ที่มีความแข็งแกร่งและประสบการณ์ที่เหนือกว่าเป็นอย่างมาก จึงทำให้จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล โดนนำห่างอยู่ถึง 3-0 ซึ่งเหตุการณ์ในตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะสามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายเอาชนะได้อย่างแน่นอน

แต่ด้วยหัวใจนักสู้ของบรรดาผู้เล่นของทัพ หงส์แดง ก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นที่อิสตันบลูได้ โดยที่พวกเขาใช้เวลาไปเพียงแค่ 6 นาที ในการยิงประตูตีเสมอ 3 ลูกรวด ทำให้จบเกม 90 นาที สกอร์ของทั้งสองทีมเสมอกันอยู่ที่ 3-3 จึงทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ 30 นาที แต่ก็ยังไม่มีสกอร์เกิดขึ้น จนต้องหาผู้ครอบครองถ้วย บิ๊กเอียร์ ด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งเป็นทาง ลิเวอร์พูล ที่สามารถยิงประตูได้อย่างแม่นยำมากกว่า และเอาชนะการดวลจุดโทษไปได้ 3-2 คว้าแชมป์สมัยที่ 5 ไปครอบครองอย่างยิ่งใหญ่ในที่สุด